วันนี้ไปสัมมนานักเรียนทุนที่ University of Manchester มา ในหัวข้อเกี่ยวกับ immunity to change
เรียกแบบไทยๆว่าการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง..บรรยายโดย คุณหมอธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์
หลักๆคือเรื่องของ Self control
 
การมาเรียน PhD ที่อังกฤษระบบค่อนข้างแตกต่างจากไทยและอเมริกามากเพราะเราถูกฝึก
ให้เป็น independent researcher ซึ่งที่ยากที่สุดก็คือการคุมตัวเองให้ทำงานให้สำเร็จตามที่
เราตั้งเป้าหมายเอาไว้..แต่บ่อยๆที่เป้าหมายของเราก็ไม่เป็นตามที่เราตั้งใจเพราะว่าเรามี
สิ่งเร้าภายในจิตใจเข้ามาก่อกวน..อย่างเช่น ความอยากกินนั่นนี่, ความอุ่นของที่นอนในตอนเช้า
ทำให้เราไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไร, หรือบางทีก็ติดเล่น Facebook ดูหนัง อ่านนิยาย หรือสิ่งบันเทิง
ต่างๆ จนทำให้เราไม่สามารถทำในสิ่งที่เราตั้งใจได้สำเร็จ..แม้แต่การอยู่ในวงจรของการนอนดึก
และตื่นสายๆ ทั้งๆที่สมองของคนเราทำงานได้ดีและมีสมาธิในตอนเช้ามากกว่า การนอนหลับ
อย่างเพียงพอก็มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาของสมอง (อันนี้ก็พอรู้แต่มันอดไม่ได้แหะ) 
สิ่งเหล่านี้ถ้าเราทำเป็นประจำทุกวันบ่อยครั้งมันก็จะกลายเป็นนิสัยของเราไปเลย
ยิ่งนานวันสะสมเข้าไปเรื่อยๆ มันก็จะอยู่ในวังวนนี้ไม่จบสิ้นและผลที่ตามมา เวลาเรา
Control ตัวเองไม่ได้ ระบบทุกอย่างมันก็จะรวนไปหมด แม้แต่งานที่ทำก็ไม่สำเร็จตามเป้าหมาย 
 
คุณหมอมี Trick ดีๆแนะนำจากหนังสือของ David Allen ชื่อว่า Getting Things Done (GTD)
ซึ่งมี 5 ขั้นตอนง่ายๆที่จะทำให้ตั้งใจทำอะไรก็จะสำเร็จตามนั้น..
1) Collect เริ่มจากการอย่าเก็บอะไรไว้ในหัว..เพราะสมองของเราไม่ได้มีไว้จดจำเรื่องราวต่างๆมาก
มาย เราควรจดและเขียนมันออกมาเพื่อเตือนความจำของเราเอง หรือทำเป็น To do list ไว้
ยกตัวอย่างเช่น ต้องไปจ่ายค่าไฟ, จ่ายค่าบัตรเครดิต, ต้องทำงานนี้ให้เสร็จ
คือถ้าเราไม่จดมันออกมาจากสมองเราก็จะลืม กว่าจะนึกขึ้นได้เวลาอาจล่วงไปแล้ว
การจดแล้วไปเปิดดู มันจะช่วยได้มากจะจดใส่สมุดโน๊ตเล็กๆพกติดตัว หรือ ipad iphone
อะไรก็แล้วแต่ 
 
ส่วนใหญ่เราก็ทำอยู่นะ เคยจด To do list ไว้ แต่บ่อยๆก็ยกยอด..เอา list ที่เหลือของวันก่อน
มาใส่ในวันต่อๆไปเพราะว่าทำไม่เสร็จ มันก็เลยต้องมีขั้นที่สอง
 
2) Clearify คือการเอาลิสต่างๆมาแจกแจงว่ามีอะไรบ้าง
3) Organize คือการจัดการวางแผนว่าจะทำอะไรก่อนหลัง อะไรสำคัญเร่งด่วนต้องทำก่อน
อะไรชิลๆก็เอาไว้ทำทีหลังก็ได้
4) Create คือการลงมือทำ
 
และขั้นสุดท้ายคือ
 
5) Critique คือการประเมินงานที่เราทำลงไป และ review ด้วยว่าอะไรทำไปแล้วอะไรยังไม่ได้ทำ
 
ไอเดียเรื่องการจดออกมานอกสมองเนี่ยมันน่าสนใจมากเลยนะ บ่อยๆเราจะคิดว่าจะต้องทำนั่นทำนี่
แต่พอไปทำอย่างอื่นก็ดันลืม...สมองของคนเราไม่ใช่ hard disk ที่มีความจุอย่างไม่จำกัด
เราไม่สามารถจดจำรายละเอียดของทุกเรื่องไปได้หรอก..
 
ถ้าใครสนใจจะหาข้อมูลเพิ่มเติมลองเข้า http://www.davidco.com/ 
คุณ David Allen ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายให้กับหน่วยงานต่างๆ
มากมาย แถมค่าตัวยังแพงเสียด้วยนะ เราว่าจะลองไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูเหมือนกัน.. 
 
 
อีกเรื่องนึงคือเรื่องการวิเคราะห์ตนเอง..ว่าอะไรเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตัวเองของเราโดย
เขียนลงในตารางสี่ช่อง..เริ่มจากให้เรา list รายการสิ่งที่เราอยากจะพัฒนาตัวเอง สิ่งที่เราอยากจะเป็น
แต่ยังไม่ได้เป็น สิ่งที่เป็นปัญหากับเราอยู่ในตอนนี้..หลังจาก list มาแล้วในช่องแรก ให้เลือกมาหนึ่งเรื่อง
ที่เราตั้งใจจะทำมากที่สุด รู้สึกว่าเราจะเลือกเรื่อง อยาก presentation ให้เก่งๆ..
 
พอมาช่องที่สองให้เขียนพฤติกรรมที่ต่อต้าน ว่าพฤติกรรมอะไรที่ทำให้เราทำช่องแรกไม่สำเร็จ..
เราก็เลยเขียนไปว่า..ไม่ได้ฝึกฝน, ไม่มั่นใจเวลาต้องpresentเป็นภาษาอังกฤษ 
 
ช่องที่สามเป็นช่องของ Hidden Commitment โดยใส่ความรู้สึกลงใน Fearbox หากเราต้องทำพฤติกรรม
ในช่องที่สองเราจะมีความรู้สึกอย่างไร..เรากรอกประมานว่า ประหม่า กลัวคนฟังฟังไม่รู้เรื่อง กลัวจะตอบ
คำถามไม่ได้ (สรุปง่ายๆว่ากลัวคนอื่นจะมองว่าเราโง่ 555+)
 
ช่องสุดท้าย คือ ถ้าเราจะต้องจัดการกับความรู้สึกในช่องที่สาม..เราจะทำอย่างไร?..
อันนี้ยังไม่ได้ตอบ..แต่ก็มานั่งคิดๆอยู่เหมือนกัน..เทคนิคนี้ดูไปดูมามันก็คล้ายๆคำสอนของ
พระพุทธเจ้าเรื่องของ อริยสัจสี่.. ถ้าเรารู้สาเหตุของปัญหาเราก็สามารถที่จะแก้ปัญหานี้ได้ที่ต้นเหตุนี่นะ
เทคนิคทางจิตวิทยาก็ช่วยได้เหมือนกัน..
 
ดังนั้นก่อนที่เราจะสรุปว่าเราทำอะไรได้หรือไม่ได้ เราก็ควรที่จะถามตัวเองก่อนว่า
 
How do you come to this conclusion?
 
How do you know?
 
What is the evidence?
 
ยกตัวอย่างว่า สมมติเราคิดว่าเราอ้วนมากกก..เราจะบอกว่าเป็นเพราะเราชั่งน้ำหนักดูแล้วนะมันอ้วนจริงๆ
แต่หากเราไปเปรียบเทียบกับคนที่อ้วนกว่าเรา เราก็จะเป็นคนผอมอยู่ดี..มันอยู่ที่ว่าไม้บรรทัดของเรา
บางทีเราวัดแล้วมัวแต่วัดกับตัวเองไปถมปมให้กับตัวเอง ลองมองอีกแง่ถ้าไปเทียบกับคนที่แย่กว่าเรา
เราก็อาจจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้างก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าหลงตัวเอง และมองตัวเองในแง่ดีมากเกินไป
บางครั้งการมองตัวเองว่าเราเก่ง เจ๋ง..มันอาจทำให้เราพลาดอะไรบางอย่างไปก็ได้...  
 
 

ย้อนอดีตเมืองแมนเชสเตอร์ ณ MOSI

posted on 24 Jan 2012 20:57 by lovelybluemoon  directory Travel, Diary
21.01.2012
 
เดินทางไปเมืองแมนเชสเตอร์อีกครั้ง คราวนี้ตั้งใจว่าจะไปเดินสำรวจเมืองซะหน่อย
ไปมาสองรอบแล้วก็ยังไม่ได้สำรวจเมืองซะที แต่คราวนี้กะว่าจะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์
ในเมือง ชื่อว่า Museum of sciences and industries เรียกย่อๆว่า MOSI ค่ะ
 
ส่วนสมาชิกร่วมทริปก็มาจากต่างเมืองกันเลย ต่างคนต่างก็นั่งรถไฟมาทั้งตั๋งมาจากลอนดอน
น้องใหม่น๊อตติงแฮมและน้องทองแมนเชสเตอร์ (น้องที่อยู่แมนเชสเตอร์เพิ่งมาได้อาทิตย์เดียว) 
เรานัดเจอกันที่สถานีรถไฟตอนประมาณสิบโมงครึ่ง..พอมาถึงแล้วก็วางแผนกันแบบคร่าวๆ
ว่าจะไปที่ไหนบ้าง...วันนี้อากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มีฝนตกเป็นระยะๆและลมแรงมาก
โชคดีที่ว่าเมืองแมนเชสเตอร์มีรถเมล์ฟรีด้วยทั้งหมดสามสาย คือสายสีม่วง สีส้ม และสีเขียว 
ที่วิ่งผ่านจุดท่องเที่ยวของเมืองด้วย..พอเดินออกจากสถานีรถไฟมานิดเดียวก็เจอกับป้ายรถเมล์
อ่านแผนที่ดูว่าแต่ละป้ายนั้นผ่านจุดไหนกันบ้าง..พอดีเห็นมีรถเมล์สายสีม่วงมาก็เลย
กระโดดขึ้นรถเมล์เลย เป้าหมายก็คือ MOSI ค่ะ 
 
พอลงจากรถเมล์เดินตามป้ายเข้ามาหน่อยนึงก็เจอแล้ว มีเสาต้นใหญ่ๆโดดเด่นอยู่
ด้านหน้า อาคารจัดแสดงที่นี่มีประมาณห้าอาคารหลักๆ ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นโกดัง
เก็บสินค้า ที่มีรถไฟขนส่งสินค้าวิ่งผ่านกลางระหว่างอาคารต่างๆ สร้างขึ้นมาตั้งแต่
สมัยศตวรรษที่ 18 ในยุคที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม..
ข้อดีของพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ในอังกฤษคือไม่เสียค่าธรรมเนียมเข้าชม
แล้วแต่ว่าคุณอยากบริจาคเงินสมทบทุนหรือเปล่า ส่วนใหญ่ก็จะบริจาค
กันประมาณ 3 ปอนด์ มีตู้รับบริจาคอยู่ด้านหน้า พอเดินเข้ามาหน่อยก็พบ
จุดถ่ายภาพคนที่มาเข้าชมพิพิธภัณฑ์..หน้าตัวเองจะไปปรากฏอยู่บนจอภาพ
ให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ดูกัน หรือเก็บภาพนั้นไว้เป็นที่ระลึก 
เดินเข้ามาหน่อยก็เห็นเครื่องบิน AVRO เป็นเครื่องบินยุคแรกๆขนาดเล็ก
ในส่วนอาคารแรกของพิพิธภัณฑ์นั้นจะจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติความ
เป็นมาของคอมพิวเตอร์และผลงานของบริษัท Ferranti โดยนาย
Sebastian de Ferranti ชาวอิตาเลียน มีความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้า
และเป็นผู้พัฒนาเครื่องผลิตพลังงานไฟฟ้าพลังงานไอน้ำ และมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ
อีกมากมายลองอ่านประวัติเพิ่มเติมได้ ที่นี่ 
นอกจากนี้ยังจัดแสดงเกี่ยวกับพัฒนาการทางอุตสาหกรรมของเมืองแมนเชสเตอร์
วิศวกรรมศาสตร​์ ระบบการขนส่ง และ พลังงานอีกด้วย 
 
ที่เห็นในภาพคือคอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ ขนาดใหญ่เต็มห้องเลยทีเดียว
เป็นคอมพิวเตอร์ที่เคยใช้งานจริงในมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ชื่อว่า
Baby ปัจจุบันถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์นี้ด้วย..ถ้าหากเทียบระหว่าง
ขนาดกับความเร็วแล้ว Baby ยังเร็วสู้ ipad เราสมัยนี้ไม่ได้นะคะ เดินชม
ไปเรื่อยๆก็มีการจัดแสดงเครื่องจักรกลต่างๆที่ใช้ในสมัยโบราณ เช่นเครื่อง
ผลิตรางรถไฟ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน และอุปกรณ์ที่ใช้ในยุคอุตสาหกรรม
สมัยก่อน 
 
เดินเข้ามาอีกห้องนึงจัดแสดงเครื่องจักรกลที่ใช้ในโรงงานทอผ้าสมัยก่อน
มีเจ้าหน้าที่มาอธิบายโดยจะมีวันละรอบช่วงเวลาประมาณ 11.30
เล่าถึงขึ้นตอนวิธีการผลิตกว่าได้ผ้ามาหนึ่งผืนเริ่มตั้งแต่
การเก็บดอก Cotton มาใช้เป็นวัตถุดิบในการทอผ้า ผ่านเครื่อง Blowing 
คัดแยกฝุ่นและทำความสะอาด จากนั้นนำเข้าสู่เครื่องรีดให้กลายเป็น
แผ่น Cotton จากนั้นนำเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตผ่านเครื่องแบ่งเส้นด้าย
ปั่นจนเป็นสายๆ แต่ด้ายนั้นก็ยังขาดง่ายอยู่ จึงต้องเข้าสู่กระบวนการ
Spinning หรือปั่นด้าย ให้เป็นเกลียวๆทำให้มีความเหนียวมากขึ้น
รูปด้านบนคือเครื่องปั่นด้ายนะคะ มีการเปิดเครื่องสาธิตวิธีการปั่นด้ายให้ดูด้วย
และหลังจากได้เส้นด้ายที่แข็งแรงแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการทอผ้า 
ที่เห็นในรูปคือเครื่องทอผ้าแบบขึ้นลายค่ะ 
มีเครื่องทอผ้าแบบธรรมดาๆ ลักษณะคล้ายๆกับกี่กระตุกบ้านเรา
มีกระสวยทอผ้าคล้ายๆกันเลย เพียงแต่ระบบอุตสาหกรรมที่นี่
พัฒนาไปได้เร็วมากตั้งแต่มีการผลิตเครื่องจักรไอน้ำขึ้น 
อุตสาหกรรมอื่นๆก็ก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน 
ชั้นสองของพิพิธภัณฑ์พอขึ้นไปแล้วได้อารมณ์เหมือนอยู่ในสนามเด็กเล่น
มีเด็กๆมาเยอะมาก และพ่อแม่ก็พอลูกน้อยตัวเล็กๆมาเล่นอุปกรณ์ต่างๆที่จัด
แสดงในส่วนนี้ เป็นการสอนหลักการวิทยาศาสตร์ให้เด็กๆได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน
มีทั้งเครื่องทดสอบความเร็ว แสง เงา แบบจำลองปรากฏการณ์ธรรมชาติ
อย่างเช่นแผ่นดินไหวและทอร์นาโด พลังงานความร้อน ดาวเคราะห์ และระบบ
สุริยจักรวาล..เด็กๆดูตื่นเต้นและสนุกสนานไปของเล่นๆต่างๆที่มีอยู่ในห้องนี้มาก
พอเดินไปอีกห้องนึงนั้นเป็นห้องจัดแสดงอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ 
และทำความรู้จักกับนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังชาวแมนเชสเตอร์ อย่างเช่น 
John Dowton ผู้คิดค้นทฤษฏีเกี่ยวกับอะตอมและตารางธาตุ, James Joule ผู้ศึกษาเกี่ยวกับ
พลังงานความร้อน เป็นต้น 
 
เดินออกมาอีกอาคารนึงนั้นจัดแสดงเครื่องจักรกล ที่เคยใช้งานจริงในอดีต
เครื่องจักรไอน้ำต่างๆ รถไฟพลังงานไอน้ำ และพัฒนาการทางวิศวกรรม
เครื่องกล 
และอีกอาคารนึงนั้นจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การบิน 
มีเครื่องบินจัดแสดงเต็มไปหมด และมีรถโบราณด้วย 
นอกจากนี้ยังมีการฉายภาพยนตร์แบบสี่มิติ..แต่อันนี้ต้องเสียเงินค่าดูด้วย
เลยยังไม่ได้ลอง แถมเรามีเวลาจำกัดด้วย นี่แค่ MOSI ที่เดียวก็
ปาไปครึ่งวันแล้ว สรุปว่าวันนี้ได้สาระความรู้ดีมากๆค่ะ 
 
 
 

อีกหนึ่งวันธรรมดา

posted on 06 Jan 2012 04:03 by lovelybluemoon
05.01.2012
 
ผ่านปีใหม่มาแล้วห้าวัน..เลยวันหยุดคริสมาสมาแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ไปมหาวิทยาลัยเป็นจริงเป็นจัง
เพราะว่าระบบการนอนยังปรับไม่ได้ ช่วงนี้ยังกลายเป็นนกฮูกนั่งทำงานตอนกลางคืนแล้วก็ตื่นเอา
ตอนสายๆอยู่...ส่วนสมาธิเหมือนจะดีขึ้นมาหน่อย การนั่งสมาธิและสวดมนต์ก่อนนอนก็ช่วยได้
เหมือนกันแหะ วันจันทร์หน้าตั้งใจจริงจังว่าจะไปมหาวิทยาลัยแล้วนะ วันพุธจะเจอกับอาจารย์
ที่ปรึกษางานก็ยังไม่คืบหน้าเท่าไหร่เลย แต่ตอนนี้งานเดินหน้าต่อไปได้แล้ว..
ได้รับจดหมายรับรองการสอบ Oral Assessment ผ่านแล้ว ดีใจที่ไม่ต้องแก้ไขงานอะไร
ตอนนี้ก็เดินหน้าตะลุยทำทีสิสได้เต็มที่ สะสมพลังงานด้วยการอ่านหนังสือและเปเปอร์งานวิจัย
แต่ก็ยังรู้สึกว่าหนืดๆอยู่ดี ... Foot in mouth
 
สภาพอากาศที่นี่แปรปรวนมากๆ เมื่อคืนก็ฝนตกตลอดทั้งคืน มาตอนเช้าฝนตกกว่าจะแดดออก
ก็ตอนสายๆ ตื่นนอนมาแล้วก็ยังรู้สึกปวดหัวตุ๊บๆเหมือนกับนอนไม่พอ..ปกติช่วงนี้ที่อังกฤษ
สมควรจะเป็นฤดูหนาว แต่ว่าคริสมาสปีนี้จัดว่าร้อน(ของเค้า) ประมาณสิบสององศา 
แต่สำหรับสาวเอเชียอย่างเรามันก็หนาวอยู่ดี..
 
วันนี้โทรศัพท์กลับบ้านไปคุยกับพ่อแม่..คิดถึงบ้านจังแหะ ..