Social Jet lag

posted on 05 Feb 2013 17:59 by lovelybluemoon in Diary

Professor Till Roenneberg เป็นผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับนาฬิกาชีวิตของมนุษย์ ได้กล่าวว่า มนุษย์เรามีนาฬิกาอยู่สองอย่างคือ นาฬิกาชีวิตที่ควบคุมตามกลไกของร่างมนุษย์ที่สมองเป็นผู้สั่งการ (body clock) ทำให้เรานอนหลับและตื่นนอนตามการได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ และ นาฬิกาที่บอกเวลาตามเข็มนาฬิกาที่มนุษย์สร้างขึ้น (social clock) ซึ่งนาฬิกาชนิดนี้ทำให้คนเราปฏิบัติหน้าที่ตามเวลาหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคม และบ่อยครั้งมันก็ฝืนธรรมชาติของ body clock ทำให้เราเกิดภาวะ "Social jet lag" หากแสงจากดวงอาทิตย์เป็นปัจจัยที่กำหนด body clock แต่ในปัจจุบันนี้เราใช้ชีวิตอยู่ในร่มมากกว่ากลางแจ้ง เราทำงานอยู่ในสำนักงานที่มีแสงสว่างจากหลอดไฟ และในตอนกลางคืนเราสามารถนั่งทำงานอยู่จนดึกเพราะได้รับแสงสว่างากหลอดไฟเช่นเดียวกัน เราสามารถอยู่ได้ดึกขึ้น เพราะปริมาณแสงที่รับตอนกลางวันกับตอนกลางคืนแทบจะไม่มีความแตกต่างกัน 

 พอเราเริ่มมีอาการของ social jet lag เพราะเราใช้ชีวิตฝืนจากธรรมชาติร่างกาย มนุษย์เราก็มีตัวช่วยขึ้นมา เช่น คาเฟอีน, บุหรี่, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์  นอกจากนี้ ฮอร์โมนในร่างกายก็ไม่สมดุล ทำให้มีอารมณ์แปรปรวนได้ง่าย และยังอ้วนง่ายอีกด้วย 

 

วิถีชีวิตในปัจจุบันทำให้หลายคนเปลี่ยนตัวเองเป็นนกฮูก เรานอนดึกกันมากขึ้นและตื่นสาย (จริงทีเดียว U.U) ทำให้นาฬิกาของร่างกายเราปรับตัวเพื่อให้ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ body clock จะบอกเราว่า ถ้านอนดึกก็จะต้องตื่นสายนะจะได้พักผ่อนเพียงพอ  ในขณะที่นาฬิกาทางสังคม Social clock นั้นต้องการให้เราตื่นก่อน 6 โมงเช้า ซึ่งนั่นเท่ากับว่าหากเรานอนดึกและตื่นในเวลาเช้าตรู่เพื่อไปทำงานเรานอนหลับไปแค่ครึ่งนึงของเวลาที่นาฬิกาทางชีวภาพต้องการ  เราจะมีอาการคล้ายๆกับคนที่เดินทางไปยังโซนเวลาที่แตกต่างกัน หรือเรียกว่า Jet lag นี่เอง..คือ ง่วงในเวลาที่ควรจะตื่น และตื่นในเวลาที่ควรจะนอน เวลาที่ควรจะกินอาหารร่างกายกลับบอกว่าไม่หิว เป็นต้น.. 

 

มีการศึกษามากมายบอกว่าในวัยผู้ใหญ่ควรนอนหลับพักผ่อน 7-8 ชั่วโมง แต่ในความเป็นจริงแล้วอาจขึ้นอยู่กับธรรมชาติของแต่บุคคล แต่ที่แน่ๆการนอนหลับอย่างเพียงพอนั้นทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยความเห็นส่วนตัวหากจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราควรปรับ body clock ของเราให้สอดคล้องกับ social clock แต่ขณะนี้บางประเทศอย่างเช่นเดนมาร์กบางโรงเรียนได้มีการทดลองปรับเวลาให้นักเรียนสามารถเลือกเวลาเข้าเรียนได้เองให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของนักเรียน เนื่องจากเขาพบว่านักเรียนส่วนใหญ่นอนดึกพอตื่นมาเรียนในคาบเช้าก็ง่วงนอนและไม่ตั้งใจเรียน จึงเลือกที่จะปรับ social clock ให้เข้ากับ body clock แทน..แบบไหนจะดีกว่ากัน? 

 

edit @ 5 Feb 2013 17:59:32 by lovelybluemoon

ปลาทอดราดพริก

posted on 25 Dec 2012 06:16 by lovelybluemoon in Kitchenette directory Food
จุดประกายด้วยความอยากกินอีกแล้ว..เลยขวนขวายหาวิธีทำมาจนได้..ทีหาซื้อยากกว่าคือปลาแบบ sea bass คือปลาทั้งตัว..ถ้าอยู่ Sheffield สามารถหาซื้อได้ที่ตลาด Castle Market หรือ ไม่ก็ตามร้านขายปลาเล็กๆแถวๆละแวกบ้านก็ได้ค่ะ​(ถ้ามีนะ) เพราะไปดูตาม tesco จริงๆมีปลาขายแต่ว่าไม่ได้มาแบบเป็นตัวๆเหมือนของบ้านเรา ส่วนมีปลาอะไรขายบ้างนั้นก็ไม่รู้จักชื่อปลาเท่าไหร่เหมือนกัน..วันที่ทำได้ปลาขนาดย่อมๆมาจากร้านขายปลาแถวบ้าน พอซื้อแล้วก็ให้คนขายทำความสะอาดและขอดเกล็ดให้เลยค่ะ...ตอนทำปลาเขาจะถามก่อนว่าจะให้แล่เนื้อเลยหรือเปล่า? (เพราะว่าฝรั่งส่วนใหญ่กินปลาแบบมีก้างไม่เป็น) แต่เราตอบไปว่าแค่ทำความสะอาดเฉยๆก็พอ..
 
พอได้ปลามาแล้วกลับมาบ้านก็ล้างอีกรอบนึง..ทาเกลือบางๆ ตั้งกระทะรอน้ำมันร้อนแล้วเอาปลาลงทอด ถ้าตัวใหญ่หน่อยจะบั้งเป็นรอยๆ ที่ตัวปลาก็จะช่วยให้สุกเร็วขึ้นนะคะ แล้วก็สวยด้วย แต่ปลาตัวนี้ขนาดไม่ใหญ่มาก พอกินคนเดียวก็เลยไม่ได้บั้งอะไร ล้างน้ำทาเกลือแล้วทอดเลย สีมันแดงๆดูคล้ายปลาทับทิมแต่ลักษณะเนื้อแน่นมากเลยไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นปลาอะไร พอทอดเสร็จมาแล้วก็หน้าตาแบบนี้แหล่ะ
 
 
ทอดปลาเสร็จพักไว้ก่อน มาเตรียมกันในส่วนของน้ำราดพริก บ้าง เอา กระเทียม กับพริก (ใช้พริกแดง) โขลกให้เข้ากันค่ะ พอโขลกเสร็จก็เอาไปผัดในน้ำมันที่เราทอดปลานี่แหล่ะ (เทออกไปส่วนหนึ่งก่อนเหลือติดกระทะนิดเดียวพอ) ผัดกระเทียมกับพริกให้หอม..ตอนนี้กลิ่นจะเริ่มออกชวนจามมากๆ เปิดพัดลมดูดอากาศให้ดี ใครอยู่บ้านแบบ Share house กับฝรั่งแนะนำให้ทำเมนูนี้ตอนไม่มีคนอยู่บ้านนะคะ เพราะกลิ่นแสบจมูกใช้ได้เลย
หลังจากนั้น ใส่ น้ำมะขามเปียก น้ำปลา และน้ำตาลปี๊บ ลงไปในกระทะค่ะ อัตราส่วนเรากะๆเอา ให้ออกเผ็ด เปรี้ยว หวาน และ เค็ม
 
 
ที่บอกกะๆเอา เราใช้น้ำมะขามเปียกประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 1 ก้อนกลมๆ พริกแดง 5-10 เม็ด กระเทียม 1 หัว (ที่นี่กระเทียมหัวโต)  รี่ไฟอ่อนๆเคี่ยวในกระทะไปเรื่อยๆ จากนั้นก็คอยให้น้ำตาลละลาย คนๆ จนเข้ากันดีน้ำตาลละลายหมดแล้ว ชิมค่ะ ขาดอะไรก็เติมอันนั้น ขาดเปรี้ยวก็เติมน้ำมะขามเปียกลงไปอีก อ่อนเค็มก็เติมน้ำปลา ปรุงเอาจนชอบใจ.. 
ตอนนี้น้ำราดพริก รสชาติลงตัวตามแบบที่เราชอบแล้วก็ปิดไฟค่ะ น้ำมันจะข้นๆกำลังดีเพราะน้ำตาลปี๊บละลายหมดแล้ว..จากนั้นนำไปราดบนตัวปลาที่ทอดเตรียมไว้ในตอนแรก.. 
 
เสร็จเรียบร้อยแล้วปลาราดพริก...รสชาติจัดจ้าน..กินกับข้าวสวยร้อนๆ ขนาดตอนพิมพ์ยังหิวเลยเนี่ย..555+

edit @ 29 May 2013 05:14:00 by lovelybluemoon

เค้กกล้วยหอมแบบบ้านๆ

posted on 25 Dec 2012 03:12 by lovelybluemoon in Kitchenette directory Food
เรื่องของเรื่องคือว่ากินกล้วยที่ซื้อมาไม่ทัน..มันก็เริ่มสุกส่งกลิ่นหอมซะแล้ว มานั่งคิดๆว่าจะทำอะไรดีเลยลองหาสูตรทำเค้กกล้วยหอมในอินเตอร์เน็ตแล้วลองทำตามดู..สูตรนี้ไม่ยากไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์มากมาย แค่มีเพียงตะกร้อมือและก็ชามผสมก็ใช้ได้แล้ว..มาดูส่วนผสมกันเลยดีกว่า 
 
ส่วนผสมมีดังนี้ค่ะ 
1) เนยเค็ม 180 กรัม
2) น้ำตาลทราย 100 กรัม
3) ไข่ไก่ 4 ฟอง
4)แป้งเค้ก 150 กรัม
5) ผงฟู 1 ช้อนชาครึ่ง
6) กล้วยหอมสุกๆ สองลูก
7)  นมจืด 100 ml
8) กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชาครึ่ง 
 
เราจะแยกเตรียมส่วนผสมเป็นสองส่วนนะคะ ส่วนแรกคือ ของแห้ง เช่น แป้งเค้ก และผงฟู นำมาร่อนใส่ตะแกรงรวมกันก่อน จากนั้นพักไว้ 
 
เสร็จแล้วหั่นกล้วยเป็นแว่นๆ แล้วเอาช้อนบี้ๆในชามจนกล้วยเละ เติมนมจืดลงเป็นคนๆ ให้เข้ากันจนคล้ายกับว่ามันกลายเป็นนมกล้วยค่ะ (พอดีไม่ได้ถ่ายรูปไว้ละเอียดทุกขั้นตอนเพราะว่ามือเลอะ) 
 
หลังจากนั้นเอาเนยมาตีในชามผสมอีกชามนึง ใช้ตะกร้อมือนี่แหล่ะค่ะตีๆ เนยตั้งทิ้งไว้ให้เป็นเนยที่อุณหภูมิห้องนะคะ มันจะครีมๆหน่อย จากนั้นเติมน้ำตาลทรายลงไป ตีเนยกับน้ำตาลทรายให้เข้ากันจากนั้น ค่อยๆทยอยใส่ไข่ลงไปค่ะ (ไข่ก็ต้องเป็นไข่ที่อุณหภูมิห้องนะคะเพื่อให้มันเข้ากันได้ดีไม่แยกเนื้อ) ตีไปเรื่อยๆค่ะ จนเข้ากันดีแล้ว เติมกลิ่นวนิลลาลงไป..จากนั้นก็นำกล้วยกับนมที่ผสมไว้มาคนผสมให้เข้ากับเนยไข่น้ำตาลที่เราตีไว้ คนจนเข้ากันดี ค่อยๆทะยอยเติมแป้งเค้กกับผงฟูที่ร่อนแล้วลงไปค่ะ 
 
 
พอดีเข้ากันดีแล้วก็เอาเค้กที่ผสมไว้มาใส่พิมพ์ค่ะ วันนี้ทำเป็นแบบคัพเค้ก เพราะว่าสะดวกในการกินมากกว่าและใช้เวลาอบไม่นานด้วย ค่อยตักแป้งเค้กที่ผสมเสร็จใส่พิมพ์ค่ะ สังเกตุดูเนื้อแป้งไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่สำหรับการทำครั้งแรก เนื้อยังดูไม่ค่อยเข้ากันดี ก็ลุ้นๆเหมือนกันว่ามันจะกินได้หรือเปล่า? สาเหตุอาจเป็นเพราะใช้ตะกร้อมือตีเองด้วย และก็เลยใช้เวลาในการตีเนยกับไข่นานมากๆ ส่วนสีของแป้งเค้ก เวลากล้วยโดนอากาศจะมีเข้มขึ้น ก็เลยหน้าตาแบบนี้ ค่ะ ระหว่างที่ตักแป้งใส่พิมพ์ก็เปิดเตาอบรอไว้เลย ที่อุณหภูมิ 175 องศา..จนเตาอบร้อนดีแล้วถึงนำถาดเข้าอบค่ะ 
 
 
ตอนอบใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที สำหรับคัพเค้ก สูตรนี้ได้ประมาณ 12-15 ชิ้นค่ะ เวลาตักใส่พิมพ์ใส่จนเกือบเต็มแต่ไม่ต้องเต็มมากเพราะต้องเผื่อตอนอบมันจะฟูขึ้นมาด้วย แล้วก็รอต่อไปค่ะ มันเริ่มจะฟูขึ้นแล้ว..
ลุ้นๆๆ..เรื่องของเรื่องคือเพิ่งเคยทำเค้กครั้งแรก...ก็สนุกดีเหมือนกันนะ 
 
 
พอ 15 นาทีลองเปิดเตาดู แล้วทดสอบว่าแป้งสุกหมดหรือยังโดยการเอาไม้ปลายแหลมจิ้มไปตรงกลางถ้วยค่ะ 
ถ้าไม่มีเศษแป้งติดออกมาแล้วเป็นอันว่าสุกดี กลิ่นหอมมากๆเลย 
 
 
เสร็จออกมาแล้วหน้าตาเป็นแบบนี้ เอาขึ้นมาวางบนตะแกรงพักให้เย็นก่อนจะหม่ำนะคะ..รสชาติเหมือนเค้กกล้วยหอมเลย อร่อยใช้ได้และไม่หวานเกินไปด้วย ทำไม่ยากเลย เริ่มจะสนุกกับการทำขนมอบแล้ว ลองเอาไปให้เพื่อนที่มหาวิทยาลัยชิมด้วย เค้าบอกว่าอร่อยใช้ได้เลยหล่ะ... 

edit @ 29 May 2013 05:18:38 by lovelybluemoon